สงครามการค้า’ของทรัมป์ เดิมพันมากกว่าเรื่องเศรษฐกิจ…

   โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการขึ้นภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าประเภทเหล็กและอะลูมิเนียมเป็น 25% และ 10% ตามลำดับ โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 232 ของกฎหมายการค้าฉบับปี 2505

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการขึ้นภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าประเภทเหล็กและอะลูมิเนียมเป็น 25% และ 10% ตามลำดับ โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 232 ของกฎหมายการค้าฉบับปี 2505 ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือเป็นการใช้อำนาจได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องรอการอนุมัติจากสภาคองเกรส แต่การตบท้ายว่า นอกเหนือจากแคนาดาและเม็กซิโก “ที่ได้รับการผ่อนผันชั่วคราว” อาจมี “อีกหลายประเทศ” ได้รับการยกเว้น ภายใต้เงื่อนไขของ “การเจรจา” คำกล่าวของผู้นำสหรัฐคือคำตอบที่ชัดเจนในตัวเอง ว่ากำแพงภาษีครั้งนี้ “เป็นการเปิดศึกพร้อมกันสองด้าน” ทั้งในสมรภูมิการค้าและการเมืองระหว่างประเทศ แต่จะสร้างแรงกระเพื่อมกลับมามีผลกับเสถียรภาพการเมืองภายในสหรัฐเช่นกัน

มองโดยรวมกลยุทธ์ครั้งนี้คือการที่สหรัฐต้องการพุ่งเป้าโจมตีจีนเป็นหลัก ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกเป็นรองเพียงอเมริกา ปัจจุบันจีนเป็นทั้งผู้ผลิตและส่งออกทั้งเหล็กและอะลูมิเนียมรายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐที่ทรัมป์กล่าวมาตลอดว่า “ได้เปรียบเกินไป” แม้มูลค่าสินค้าชนิดนี้ระหว่างสหรัฐกับจีนอยู่ที่เพียงอันดับ 10 เท่านั้น ตามสถิติของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ แต่แน่นอนว่าจีนย่อมต้องได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษีดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะภาษีที่เพิ่มขึ้นจะบีบให้สินค้าเกินความต้องการของตลาด และมีความเป็นไปได้สูงที่ผู้บริโภคจะชะลอการซื้อในระยะแรก เพื่อรอประเมินสถานการณ์ในระยะยาวก่อน ที่รวมถึงมาตรการตอบโต้ของจีนและบรรดาประเทศคู่ค้ารายใหญ่แห่งอื่นของสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ประเทศที่ส่งออกเหล็กและอะลูมิเนียมมายังสหรัฐมากที่สุดนั้นอยู่ไม่ไกล นั่นคือแคนาดา ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านทางเหนือของสหรัฐ ด้วยสัดส่วน 16.7% ขณะที่เม็กซิโกซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านทางใต้ของสหรัฐอยู่ในอันดับ 4 ด้วยสัดส่วน 9.4% และทั้งสองประเทศยังเป็นสมาชิกร่วมข้อตกลงการค้าไตรภาคี “นาฟตา” กับสหรัฐ มานานกว่า 2 ทศวรรษด้วย

ทั้งนี้ แผนการเพิ่มกำแพงภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมของทรัมป์เกิดขึ้นในช่วงที่ทั้ง 3 ประเทศกำลังเจรจาปรับปรุงประเด็นสำคัญในนาฟตาเป็นรอบที่ 7 ที่กรุงเม็กซิโกซิตี เมื่อช่วงต้นเดือนนี้ ซึ่งผู้นำสหรัฐกล่าวเองอย่างตรงไปตรงมา ว่า การปรับขึ้นภาษีสินค้าทั้งสองประเภทถือเป็นหนึ่งใน “ยุทธวิธีทางจิตวิทยา” ในการงัดข้อเรื่องนาฟตากับแคนาดาและเม็กซิโก และเป็นประเด็นที่สหรัฐจะยังไม่สามารถเพิกถอนออกจากโต๊ะการหารือได้ ตราบใดที่ทั้งสองประเทศยังไม่ยอมปรับเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติของนาฟตา “ให้ดีกว่าที่เป็นอยู่” แต่ทั้งแคนาดาและเม็กซิโกต่างทราบและคุ้นเคยกับเทคนิคนี้อยู่แล้ว โดยทั้งสามประเทศตกลงจัดการเจรจานาฟตารอบต่อไปในเดือน เม.ย. นี้ สะท้อนให้เห็นว่าไม่ว่าอย่างไรความร่วมมือการค้าแบบไตรภาคีครั้งนี้ใช่ว่าจะขาดสะบั้นได้อย่างง่ายดาย

กระนั้นใช่ว่าสหรัฐกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งเหนือและใต้จะไม่เคยทำ “สงครามการค้า” ต่อกันเลยเสียทีเดียว แต่เป็นระยะเวลาไม่นานนัก ย้อนกลับไปเมื่อช่วงต้นปี 2552 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มสมัยแรกของประธานาธิบดีบารัค โอบามา เม็กซิโกตอบโต้การที่สหรัฐสั่งห้ามรถบรรทุกสินค้าจากเม็กซิโกข้ามพรมแดนเข้ามายัง 4 รัฐทางใต้ที่อยู่ติดกัน คือ รัฐเทกซัส รัฐแคลิฟอร์เนีย รัฐแอริโซนา และรัฐนิวเม็กซิโก ด้วยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากอเมริกามากกว่า 100 รายการ ส่วนใหญ่เป็นผลไม้ อาทิ แอปเปิ้ล และชีส ส่วนสหรัฐกับแคนาดามีข้อพิพาทกันเรื่องไม้เนื้ออ่อนและไม้เนื้ออ่อนแปรรูปแล้วหลายครั้งหลายคราตั้งแต่ปี 2525 แต่จนแล้วจนรอดทั้งสามประเทศเจรจาคลี่คลายความขัดแย้งกันได้ เพื่อยื้อเสถียรภาพของนาฟตาให้คงอยู่ต่อไป

ขณะที่ 28 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ส่งออกเหล็กและอะลูมิเนียมมายังสหรัฐมากเป็นอันดับ 2 กำแพงภาษีสูงตระหง่านซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่การเจรจาความตกลงหุ้นส่วนการค้าและการลงทุนข้ามแอตแลนติก (ทีทีไอพี) เป็นไปอย่างกระท่อนกระแท่นมาตั้งแต่ปี 2556 ย่อมไม่ใช่เรื่องน่ายินดีสำหรับสหภาพเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ที่กำลังขาดเอกภาพจากการที่สหราชอาณาจักรมีกำหนดพ้นสถานภาพสมาชิกภายในเดือน มี.ค. 2562 แม้อียูประกาศแนวทางการตอบโต้ของตัวเองออกมาแล้ว แต่ผลกระทบน่าจะเกิดขึ้นในวงจำกัด เนื่องจากย่อมไม่ต้องการให้มีผลสืบเนื่องถึงการเจรจาทีทีไอพี ส่วนท่าทีของสหราชอาณาจักรน่าจับตาเช่นกันว่าจะทำอย่างไร เพราะกำแพงภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมครั้งนี้ย่อมมีผลต่อแผนการจัดทำข้อตกลงการค้าเสรีในระดับทวิภาคีกับสหรัฐ เพื่อรองรับเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรหลังออกจากอียู แต่ตอนนี้แนวคิดดังกล่าวยังไม่ได้เริ่มต้นเป็นชิ้นเป็นอันด้วยซ้ำ

แม้หลายฝ่ายในสหรัฐ รวมถึงสมาชิกระดับสูงของพรรครีพับลิกัน นำโดยนายพอล ไรอัน ประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายมิตช์ แมคคอนเนลล์ แกนนำเสียงข้างมากของพรรครีพับลิกันในวุฒิสภา ย้ำเตือนว่าการขึ้นกำแพงภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมจะเป็นการทำให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคในสหรัฐต้องใช้จ่ายแพงขึ้น “โดยไม่จำเป็น” แต่ทรัมป์ยืนกรานว่า “เขาถอยไม่ได้”

อย่างไรก็ตาม คำกล่าวของทรัมป์น่าจะหมายถึง “การรักษาคำพูดมากกว่า” เนื่องจากในวันที่ 13 มี.ค. นี้จะมีการเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 18 ของรัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มรัฐอุตสาหกรรมหนัก หรือ “รัสต์เบลต์” ของประเทศ และยังเป็นหนึ่งในรัฐกลุ่ม “สวิงสเตท” ที่หมายถึงรัฐซึ่งไม่ใช่ฐานเสียงของพรรคการเมืองใดในการเลือกตั้งระดับชาติ และทรัมป์สามารถเอาชนะนางฮิลลารี คลินตัน มาได้ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2559 แน่นอนว่าการเดินหน้ามาตรการกำแพงภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมจึงไม่ต่างอะไรกับการหาเสียงเลือกตั้งกับทั้งเจ้าของโรงงานเหล็กและลูกจ้างโรงงาน ในพื้นที่ฐานเสียงสำคัญของพรรครีพับลิกันแห่งนี้นั่นเอง

หากการที่ทรัมป์สั่งขึ้นกำแพงภาษีเหล็กและอะลูมิเนียม ต้องแลกด้วยการสูญเสียนายแกรี โคห์น ที่ปรึกษาด้านนโยบายเศรษฐกิจคนสำคัญของตัวเอง ถือว่าไม่คุ้มอย่างมาก และยังเป็นสัญญาณบ่งชี้ความขัดแย้งภายในกลุ่มคนวงในของทำเนียบขาวในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากโคห์นมีจุดยืนอย่างชัดเจนในการสนับสนุนนโยบายการค้าเสรี ซึ่งตรงข้ามกับแนวทางของทรัมป์อย่างสิ้นเชิง และยิ่งเป็นสัญญาณเตือนครั้งสำคัญว่า “กำแพงเหล็ก” ระหว่างทรัมป์กับแกนนำสภาคองเกรสกำลังสูงขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะกับแกนนำพรรครีพับลิกันด้วยกันเอง ซึ่งเห็นต่างกับผู้นำสหรัฐในหลายเรื่องสำคัญ รวมถึงนโยบายการค้าด้วย ขณะเดียวกัน การพ้นจากตำแหน่งของโคห์นซึ่งมาจากเครือข่ายในวอลล์สตรีทโดยตรง ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ที่หวาดหวั่นกับแนวคิดกีดกันการค้าของทรัมป์เป็นทุนเดิมอยู่แล้วอย่างไม่ต้องสงสัย

แม้เป็นที่ชัดเจนว่าทรัมป์ต้องการให้มาตรการขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมในครั้งนี้เป็นการตอบสนองต่อหลักการ “อเมริกาต้องมาก่อน” แต่ในความเป็นจริงสหรัฐยังผลิตเหล็กและอะลูมิเนียมได้เองไม่มากนัก เมื่อเทียบกับขนาดของอุตสาหกรรมในประเทศ อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหรัฐและทีมงานบางส่วนยังคงยืนกราน “ความเท่าเทียม” ด้วยการอ้างข้อมูลการประเมินทางสถิติ ว่าผู้ประกอบการและผู้บริโภคในประเทศจะได้รับผลประโยชน์มากขึ้น แต่ประวัติศาสตร์สอนบทเรียนให้ทุกฝ่ายมาแล้วหลายครั้ง ว่าสถานการณ์จริงอาจไม่เป็นไปตามทฤษฎีเสมอไป.
................................
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป์  https://www.dailynews.co.th/article/631643
แหล่งที่มา : Dailynews