“พาณิชย์” ย้ำอีกไม่ต่อเซฟการ์ดเหล็ก หวั่นอุตฯอื่นโดนหางเลขถูกตอบโต้

“พาณิชย์” ยันไม่ใช้เซฟการ์ดปกป้องเหล็กในประเทศต่อ เหตุพบการนำเข้าลดลง อุตสาหกรรมภายในแข็งแรงขึ้น หากใช้ต่อ อุตสาหกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องส่อโดนหางเลข เผยล่าสุด เกาหลีใต้ จีน อียิปต์ ตั้งท่าขอเจรจาหรือตอบโต้แล้ว ส่วนผลการเปิดรับฟังความคิดเห็น ผู้ใช้ SMEs หนุน ระบุพร้อมชี้แจงนายกฯ หลังกลุ่มเหล็กจ่อยื่นร้อง

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่อุตสาหกรรมเหล็กในประเทศขอให้ขยายเวลาการใช้ใช้มาตรการปกป้อง (เซฟการ์ด) สินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนเจืออื่นๆ ต่อไปอีก 3 ปี ว่า คณะกรรมการพิจารณามาตรการปกป้องได้พิจารณาข้อเสนอของภาคเอกชนแล้ว เห็นว่า ไม่ควรจะขยายเวลาการบังคับใช้มาตรการปกป้องออกไปอีก เพราะได้ใช้มา 6 ปีแล้ว ครั้งละ 3 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 27 ก.พ. 2556 จะสิ้นสุดในวันที่ 26 ก.พ. 2562 นี้ เพราะข้อมูลผลการไต่สวนไม่พบความเสียหายอย่างร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมภายในอันเนื่องมาจากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น โดยการนำเข้าลดลง ส่วนแบ่งสินค้านำเข้าลดลง อุตสาหกรรมภายในมีการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น มีผลขาดทุนลดลง มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมภายในไม่ได้รับผลกระทบจากการนำเข้า การต่ออายุมาตรการจึงไม่มีความจำเป็น เพราะไม่เข้าตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้

“ทันทีที่มีข่าวว่าไทยกำลังจะพิจารณาต่ออายุการใช้มาตรการปกป้อง ประเทศที่ส่งออกเหล็กแผ่นรีดร้อนเจืออื่นๆ ได้ส่งสัญญาณที่จะขอเจรจากับไทยเพื่อขอให้ชดเชยทันที โดยรัฐบาลเกาหลีใต้ได้แสดงเจตนาชัดเจนในการขอเจรจาเพื่อให้ไทยชดเชยทางการค้าและสงวนสิทธิ์ในการตอบโต้ทางการค้าไว้แล้ว ขณะที่ ตุรกี อียิปต์ และ จีน ก็ได้เริ่มแสดงท่าทีเช่นเดียวกัน หากยังขืนใช้ต่อ จะถูกตอบโต้ได้ เหมือนเครื่องปรับอากาศของไทย ที่ถูกตุรกีตอบโต้ ทำให้ได้รับผลกระทบ ทั้งๆ ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แล้วตอนที่โดนผู้ผลิตเหล็กในประเทศก็ไม่เคยช่วยเยียวยาอะไร” น.ส.ชุติมา กล่าว

น.ส.ชุติมา กล่าวว่า สำหรับผลการเปิดรับฟังความคิดเห็น ซึ่งสิ้นสุดเมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2562 ที่ผ่านมา ผู้มีส่วนได้เสียเข้าร่วม 86 ราย ทั้งสถานทูต ผู้ผลิตต่างประเทศ สมาคมผู้ใช้ อุตสาหกรรมต่อเนื่อง และผู้นำเข้า โดยกลุ่มผู้ผลิตเหล็กไม่เห็นด้วยที่ไม่ต่ออายุการใช้มาตรการปกป้อง ส่วนกลุ่มผู้ใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น ยานยนต์ ต่อเรือ ผู้ผลิตเครื่องมือเครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งรวมถึงผู้ประกอบการที่เป็น SMEs ที่มีการจ้างงานหลายแสนคน ที่จำเป็นต้องใช้สินค้าเหล็กเจืออื่นๆ เป็นวัตถุดิบในการผลิต เห็นว่า ไม่ควรต่ออายุ เพราะได้ช่วยเหลือมา 6 ปีแล้ว และยังมีมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) คุ้มครองอยู่ ซึ่งจะมีการนำความเห็นไปประกอบการพิจารณาผลการทบทวนชั้นที่สุดต่อไป

ส่วนกรณีที่กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก จะยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ทบทวนการยกเลิกใช้มาตรการปกป้องนั้น กระทรวงฯ จะทำการชี้แจงต่อนายกฯ เพื่อให้รับทราบถึงที่มาที่ไปของการไม่ต่ออายุมาตรการปกป้องต่อไป

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า อุตสาหกรรมเหล็กรีดร้อนได้รับการคุ้มครองจากมาตรการของรัฐมาโดยตลอด ซึ่งทุกมาตรการยังมีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน ทั้งมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) สินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนรวม 19 ประเทศ โดยใช้มาตรการมาตั้งแต่ปี 2546-2565 ในอัตราสูงสุดถึง 109.25% และสินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนเจือโบรอนจากจีน มีมาตรการ AD มาตั้งแต่ปี 2555-2566 ในอัตรา 14.28-19.47% และยังมีมาตรการ SG สินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนไม่เจือที่มีมาตรการตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2557 จนถึง มิ.ย. 2563

แหล่งที่มา : MGR Online