ทาทาสตีล-เจเอสดับบลิวสตีล อาจมูลค่าตกต่ำลง ท่ามกลางความต้องการที่เปราะบาง

มูลค่าหุ้นของผู้ผลิตเหล็กเหล่านี้ได้หายไปประมาณหนึ่งส่วนสามของมูลค่าหุ้นในปีนี้แล้ว

13 กันยายน 2562

มุมไบ (นิวส์ไรส์) – หุ้นของทาทาสตีลและเจเอสดับบลิวสตีล อาจประสบกับมูลค่าลดลงอีกท่ามกลางความต้องการที่ตกต่ำในอินเดีย และราคาตลาดโลกที่ลดลง หลังจากผู้ผลิตเหล็กชั้นนำของอินเดียได้มีมูลค่าลดลงไปหนึ่งส่วนสามของมูลค่าหุ้นปีนี้ไปแล้ว

ความต้องการในประเทศที่อ่อนแอนั้นมาจากการที่เศรษฐกิจของประเทศอินเดียซึ่งใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของทวีปเอเชีย กำลังชะลอตัว ท่ามกลางสภาพคล่องที่ตึงตัวมากขึ้น ซึ่งทำให้ตลาดสินเชื่อนั้นตึงตัวสูงขึ้นไปด้วย  ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศอินเดียนั้นขยายตัวในอัตราที่ลดลงมากที่สุดในเกือบ 6 ปี ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน  ผู้ผลิตรถยนต์ เช่น มารูติ ซูซูกิ อินเดีย ได้ลดปริมาณการผลิตรถยนต์ลง และปลดคนงานนับพันในระยะไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หลังจากความต้องการรถยนต์และรถยนต์อเนกประสงค์ (Sport Utility Vehicle: SUV) ลดลงอย่างมาก  นอกจากนั้น นักลงทุนยังคงมีความกังวลเพิ่มขึ้นจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่ยืดเยื้อ ซึ่งทำให้ภาพรวมของเศรษฐกิจโลกไม่สดใส

มูลค่าหุ้นของทาทาสตีลลดลงเกือบร้อยละ 30 จนถึง ณ ขณะนี้ในปีนี้ ในขณะที่มูลค่าหุ้นของเจเอสดับบลิวสตีลลดลงร้อยละ 26 ในการเทรด ณ ตลาดหุ้นเมืองมุมไบ  มูลค่าหุ้นของบริษัทเหล็กที่เป็นของภาครัฐของอินเดียลดลงมากกว่าร้อยละ 40  ในทางกลับกัน ดัชนี S&P BSE Sensex ซึ่งเป็นดัชนีที่ประกอบด้วยบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์บอมเบย์ 30 บริษัทซึ่งมีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7

" “เรายังคงมีท่าทีที่ระมัดระวังกับกลุ่มนี้ เนื่องด้วยการเติบโตของการบริโภคที่กำลังลดลงนั้นทำให้สถานการณ์แย่ลง” เอเดลไวส์ กล่าวไว้ในรายงานวันพฤหัสบดี “เราเข้าใจถึงความเสี่ยงที่มากมายที่มีผลกับการคาดการณ์โดยรวมถึงผู้ผลิตเหล็ก เพราะราคาที่ตกต่ำต่อเนื่องยังคงไม่สะท้อน (ในราคาหุ้น)”

ราคาเหล็กในประเทศลดลงร้อยละ 13 ตั้งแต่เดือนมกราคม เนื่องจากการก่อสร้างลดลงตามฤดูกาล การชะลอตัวในชนบท และอุตสาหกรรมยานยนต์ที่อ่อนแอ นั้นมีผลกระทบต่อความต้องการ   ความต้องการรถยนต์ในประเทศเอเชียใต้นี้ลดลงต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปีที่แล้ว

จากรายงานของเอเดลไวส์ บริษัทวิเคราะห์และบริการด้านการเงินในอินเดีย  ราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนในประเทศ ลดลงร้อยละ 22 ในไตรมาสที่ 2 ทะลุระดับ 37,000 รูปี (520 ดอลล่าร์สหรัฐอเมริกา) ต่อตัน เป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 2060 ความต้องการที่เปราะบางนั้นผลักดันให้ผู้ผลิตในประเทศลดราคาลงอย่างมาก ในขณะที่เทรดเดอร์พยายามที่จะลดลงคาลงเพื่อเคลียร์สินค้าคงคลัง

นอกจากนั้น ราคาวัตถุดิบ เช่น แร่เหล็ก และถ่านหินโค้ก ที่ตกต่ำลงมาก ได้ทำให้หมดโอกาสที่จะเพิ่มราคาขายแก่ผู้ผลิตเหล็ก  ราคาแร่เหล็กลดลงร้อยละ 28 จากราคาสูงสุดก่อนหน้าในปีนี้ ในขณะที่ราคาถ่านหินโค้กลดลงร้อยละ 27 ในระยะสามเดือนที่ผ่านมา

ซีแอลเอสเอ ได้เตือนว่า มีความเสี่ยงทางลง (downside risk) ต่อหุ้นเหล็กมีมากกว่า เนื่องจากปัจจัยทางต้นทุนในราคาหุ้นเหล็กนั้นลดน้อยลงไป จากราคาแร่เหล็กและถ่านหินโค้กลดลง  บริษัทหลักทรัพย์แห่งนี้ได้ลดประมาณการณ์กำไรของทาทาสตีลและเจเอสดับบลิวสตีล ประมาณร้อยละ 10-15 สำหรับปีงบประมาณ 2020 และ 2021

เมื่อเดือนที่ผ่านมา มูดดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ได้เตือนว่า กำไรจากการดำเนินงานต่อตันเหล็กของกิจการในอินเดียขของทาทาสตีล อาจลดลงร้อยละในระดับกลางของเปอร์เซ็นต์ (อาจเป็นระหว่าง 4-6 เปอร์เซ็นต์) ในระยะ 12 เดือนจนถึงเดือนมิถุนายน ปี 2563 ในขณะที่กำไรจากการดำเนินงานต่อตันเหล็กของเจเอสดับบลิวสตีลอาจลดลงประมาณร้อยละ 13

ในวันพฤหัสบดี บริษัทหลักทรัพย์เอชเอสบีซี ได้ลดราคาเป้าหมายของทาทาสตีล จาก 520 รูปีต่อหุ้น เป็น 410 รูปีต่อหุ้น และลดราคาเป้าหมายของเจเอสดับบลิว จาก 270 รูปีต่อหุ้น เป็น 220 รูปีต่อหุ้น และราคาเป้าหมายของซาอิลจาก 57 รูปี เป็น 30 รูปี  อย่างไรก็ตามราคาหุ้นของเจเอสดับบลิวสตีลปิดเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.8 เป็น 226.20 รูปี  ราคาหุ้นของซาอิลลดลงร้อยละ 0.2 เป็น 33.75 รูปี

ในไตรมาสที่จบลงในเดือนมิถุนายนนี้ กำไรของทาทาสตีลลดลงร้อยละ 63 และกำไรของเจเอสดับบลิวสตีลลดลงร้อยละ 57 อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ได้คาดการณ์ว่าต้นทุนที่ลดลงจะช่วยเพิ่มกำไรขั้นต้น (margin) ของผู้ผลิตเหล็กในไตรมาสที่ 3 เนื่องจากการเหลื่อมกันระหว่างการซื้อและการบริโภค

ในขณะเดียวกัน สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ก่อให้เกิดความกลัวในอินเดีย ซึ่งนำไปสู่การดัมพ์ราคาของสินค้านำเข้า โดยเฉพาะจากประเทศจีน  ณ สิ้นเดือนมีนาคม อินเดียได้กลายเป็นผู้นำเข้าสุทธิเหล็ก หลังจากช่วงพักสั้นๆ 3 ปี  จากรายงานสำนักข่าวรอยเตอร์ในเดือนพฤษภาคม อุตสาหกรรมเหล็กของอินเดียได้ขอให้รัฐบาลออกมาตรการ safeguard เพิ่มเติม โดยเพิ่มภาษีเป็นร้อยละ 25 เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศจากการนำเข้าที่เพิ่มมากขึ้น

ในขณะที่อินเดียได้เพิ่มมาตรการ anti-dumping เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศ นักวิเคราะห์กล่าวว่า น่าจะเป็นไปไม่ได้ เนื่องจาก “เราไม่คาดว่าจะมีการนำเข้ามากมายเนื่องจากราคาในประเทศยังคงต่ำกว่าระดับภาษี anti-dumping” เอเดลไวส์กล่าว

--Dhanya Ann Thoppil

ที่มา: nikkei asia review