บทวิเคราะห์: โครงการยักษ์ใหญ่สำหรับการก่อสร้างมาเลเซีย

มาเลเซียจะมีความต้องการเหล็กสำหรับงานโยธา ซึ่งภาคการก่อสร้างคาดว่าจะเติบโต 3.7% ในปี 2563 เพิ่มขึ้นจากการเติบโตที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.7% ในปี 2562  จากกระทรวงการคลังของมาเลเซีย

ภาคการก่อสร้างคาดว่าจะมีมูลค่า 69.9 พันล้านริงกิตมาเลเซีย (16.7 พันล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา) ในปี 2563 เพิ่มขึ้นประมาณ 3.7% จากมูลค่าคาดการณ์ 67.4 พันล้านริงกิตมาเลเซียในปี 2562 กระทรวงกล่าวใน Economic Outlook 2563 ของมาเลเซีย

ในโครงการขนาดใหญ่ทั้งหลาย โครงการรถไฟฟ้าเชื่อมชายฝั่งตะวันออก (East Coast Rail Link Project: ECRL) ยาว 640 กิโลเมตร ซึ่งเริ่มกลับมาดำเนินการในวันที่ 25 กรกฎาคมนี้ หลังจากหยุดมาเป็นปี ความต้องการในประเทศสำหรับผู้ผลิตเหล็กมาเลเซียน่าจะมาจากการก่อสร้างสถานี 20 สถานีที่วางแผนสำหรับโครงการ เนื่องจากไม่มีผู้ผลิตรางในมาเลเซีย

ณ เดือนตุลาคม โครงการ ECRL ยังคงเป็นไปตามแผน และเสร็จภายในสิ้นปี 2569 ดาร์วิส อับดุล ราซัค (Darwis Abdul Razak ) หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารของ Malaysia Rail Link กล่าว

 “งานปัจจุบันที่ครอบคลุมสถานที่ 17 แห่ง จะขยายไปเป็น 27 สถานที่ก่อนปลายปีนี้” เขากล่าว

ในไตรมาส 4  คาดว่าจะมีแพคเกจของการยื่นข้อเสนองานโยธา (ไม่รวมงานอุโมงค์) ซึ่งมีความยาว 223 กิโลเมตร จากดันกัน (Dungun) ไปถึงเมนตากับ  (Mentakab)

นอกเหนือจากโครงการ ECRL โครงการอื่น เช่น รถไฟฟ้ารางเบา 3 (Light Rail Transit 3), รถไฟฟ้าขนส่งมวลชน 2 (Mass Rail Transit 2), รถไฟฟ้ารางคู่ เกอมัส-จอฮอร์ บาฮ์รู (Electrified Double Track Gemas-Johor Bahru), รถไฟฟ้ารางคู่ที่หุบเขากลัง ระยะที่ 2 (Klang Valley Double Track Phase 2), ถนนเซ็นทรัลสไปน์ (Central Spine Road), ทางหลวงแพน บอร์เนียว (Pan Borneo Highway) และทางหลวงชายฝั่ง (Coastal Highway) ในรัฐซาราวัค เป็นต้น คาดว่าจะทำให้งานกลุ่มวิศวกรรมโยธาเพิ่มมากขึ้น กระทรวงกล่าว

มาเลเซียวางแผนจัดสรรเงินทุนจำนวน 1.1 พันล้านริงกิตมาเลเซียสำหรับโครงการโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานหลากหลายในปี 2563 และ 1.6 พันล้านริงกิตมาเลเซียเพื่อสร้างโรงพยาบาลใหม่หลายแห่ง

รัฐบาลจะให้การสนับสนุนการก่อสร้างโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน ในขณะที่ภาคเอกชนจะลงทุนในทรัพย์สินธุรกิจสำคัญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายลิมกวนเอง กล่าว

 “โครงการต่างๆเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นตลาดในปัจจุบันแน่นอน” แหล่งข่าวจากโรงงานเหล็กมาเลเซีย กล่าว

นอกเหนือไปจากการคาดการณ์การเติบโตในภาคก่อสร้างแล้ว มาเลเซียยังดำเนินการยับยั้งเหล็กนำเข้าส่วนเกินที่จะเข้ามาในประเทศ โดยเฉพาะเหล็กเส้น (Rebar) อีกด้วย

มาเลเซียได้กำหนดอัตราภาษีการตอบโต้การทุ่มตลาด (anti-dumping duties) สำหรับเหล็กเส้น (rebar) จากสิงคโปร์และตุรกี  อัตราภาษีตั้งแต่ 0%-20.09% มีผล 120 วันจากวันที่ 23 กันยายน ซึ่งรอการกำหนดขั้นสุดท้าย ซึ่งคาดว่าก่อนวันที่ 21 มกราคม 2563

การผลิตเหล็กทรงยาวรวมทั้งสิ้น 5.35 ล้านตัน และคิดเป็น 57% ของการบริโภคเหล็กทั้งหมดในประเทศในปี 2560 จากข้อมูลของ Malaysian Iron and Steel Industry Federation

-- Clement Choo and Marcus Ong