ส.อ.ท.กังวลค่าเงินบาทอ่อน เพิ่มความเสี่ยงที่จะขาดดุลการค้ามากขึ้น

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท.ได้ติดตามภาวะค่าเงินบาทใกล้ชิด เพราะการที่เงินบาทอ่อนค่าเร็วเกินไป จะเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้ประเทศไทยขาดดุลการค้ามากขึ้น เพราะต้องนำเข้าพลังงาน สินค้าทุนและวัตถุดิบจากต่างประเทศ ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยของไทยที่ต้องปรับขึ้น เพื่อดูแลภาวะค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวน จะส่งผลต่อต้นทุนการเงินจากดอกเบี้ยเงินกู้สูงขึ้น ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่จะกระทบมากขึ้น “เงินบาทอ่อนแม้ส่งผลดีต่อการส่งออกในรูปของมูลค่าเงินบาทที่จะเพิ่มขึ้น แต่หากอ่อนค่าเร็วเกินไปก็มีความเสี่ยง ทำให้ ส.อ.ท.ต้องติดตามเรื่องนี้ใกล้ชิด เพราะกังวลว่าไตรมาส 4 ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะสูงขึ้น ทั้งจากความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นและการที่รัสเซียประกาศงดส่งออกน้ำมันล่าสุด อาจทำให้ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสแตะ 100 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรลได้ ขณะที่ไทยนำเข้าน้ำมันดิบและใช้กว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ทำให้ไทยขาดดุลเพิ่มมากขึ้นและทำให้ราคาน้ำมันขายปลีกมีทิศทางสูงขึ้น กระทบต่อต้นทุน
การผลิตได้ รวมถึงการนำเข้าวัตถุดิบเหล่านี้ก็จะถูกผลักภาระมายังราคาสินค้าในระยะต่อไป”
ส่วนกรณีที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 2.25% เป็น 2.50% ต่อปี และปรับคาดการณ์จีดีพีปีนี้อยู่ที่ 2.8% จาก 3.6% และปี 67 อยู่ที่ 4.4% จาก 3.8% ส.อ.ท.ไม่แปลกใจ เพราะการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเป็นผลจากการที่เงินบาทผันผวน ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวเร็วเกินไป จึงต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อให้เกิดสมดุลของเงินไหลเข้าและไหลออกในประเทศ.

แหล่งที่มา อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ทั้งหมดที่นี่