จับตาสถานการณ์อุตสาหกรรมเหล็กของจีน

จับตาสถานการณ์อุตสาหกรรมเหล็กของจีน
          สถานการณ์ของภาคอุตสาหกรรมเหล็กจีน ในช่วง 8 เดือนสะสมของปี นี้ ภาคการผลิตเหล็กดิบ ขยายตัว 2.6% y-o-y. ในขณะที่การบริโภคภายในประเทศ หดตัว 0.4% ความต้องการที่ลดลง จากการชะลอตัวในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะในภาคการก่อสร้างของจีน
จากปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีการบริโภคเหล็กมากที่สุด ทำให้อุปสงค์เหล็กภายในประเทศจีนชะลอตัวตามไปด้วย ส่งผลให้การนำเข้า ลดลง 45.3% y-o-y. ในขณะที่ภาคการส่งออกของจีนกลับขยายตัวอย่างมาก การส่งออก 8 เดือนสะสม จีนส่งออกผลิตภัณฑ์เหล็กทั้ง กึ่งสำเร็จรูปและสำเร็จรูป รวมทั้งสิ้น 60.98 ล้านตัน เพิ่มขึ้น ถึง 30.6% y-o-y. “การเติบโตของการส่งออกเหล็กยังเกินกว่าการเติบโตของการผลิต ซึ่งบ่งชี้ว่าการผลิตเหล็กที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ถูกบริโภคโดยตลาดต่างประเทศ” ความต้องการเหล็กทั่วโลกโดยรวมนั้นค่อนข้างซบเซา แต่ด้วยราคาเหล็กของจีนมีความสามารถในการแข่งขันสูง ประกอบกับความพยายามในการส่งเสริมโครงการ “Belt and Road” ได้นำไปสู่การส่งออกที่แข็งแกร่งจากประเทศจีนจนถึงปี 2023
โดยตลาดหลักที่จีนส่งออกผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูปและเหล็กสำเร็จรูป ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 66 อยู่ที่ภูมิภาคอาเซียน (คิดเป็นร้อยละ 29 ของการส่งออกทั้งหมด) โดยส่งออกสูงสุดไปยัง คือเวียดนาม (+34%) รองลงมาคือไทย (+26%)  ฟิลิปปินส์ (+11%) และอินโดนีเซีย (+37%) ตามลำดับ
ด้านอัตราการดำเนินงานของ BF ในช่วงวันที่ 15-21 กันยายน ของโรงงานเหล็กของจีน 199 แห่ง อยู่ที่ 90.12% เพิ่มขึ้น 0.06% จากการสำรวจครั้งล่าสุด แนวโน้มการผลิตยังคงอยู่ในระดับสูง
ล่าสุด ในเดือนกันยายน คาดว่าการส่งออกเหล็กที่แข็งแกร่งของจีนมีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปอย่างน้อยจนถึงสิ้นปี 2023 และอาจคงอยู่นานตลอด ทั้งปี 2024 เนื่องจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากตลาดเกิดใหม่ (emerging markets) ที่จะเป็นดังตัวสนับสนุนและผลักดันภาคการผลิตเหล็กของจีน การเติบโตของการส่งออกเหล็กของจีนไปยัง Emerging markets จะดำเนินต่อไปในปี 2024 ซึ่งน่าจะชดเชยการส่งออกไปยังตลาดที่ลดลงอย่างมาก เช่น ยุโรป เกาหลีใต้ และตุรกี ได้
สะสม 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย. 66) ผลผลิตเหล็กพิกไอออน และเหล็กดิบของจีน ยังคงเพิ่มขึ้น 2.8% และ 1.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีปริมาณอยู่ที่ 675.16 ล้านตัน และ 795.07 ล้านตัน ตามลำดับ ถ้าหากจีนต้องการรักษาระดับการผลิตปี 2023 ให้ต่ำกว่าปี 2022 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดคาร์บอนของจีน S&P Global Commodity Insights ประเมินว่า ผลผลิตเหล็กดิบรายวันของประเทศจีน ในช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค. 66 จะต้องลดลง 11.5% จากเดือน ก.ย. และลดลง 4% จากระดับของปีที่แล้ว ซึ่งจะต้องอยู่ที่ 2.423 ล้านตัน/วัน ซึ่งขณะนี้ จีนยังไม่ได้ชี้แจงว่าจะจำกัดการผลิตเหล็กดิบ ในปี 2023 ว่าจะอยู่ภายในระดับเดียวกับปี 2022 หรือไม่ ซึ่งมีการคาดกันว่า การลดกำลังการผลิตเหล็กตามคำสั่งของรัฐบาลในช่วงที่เหลือของปี 2023 จะมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หรืออาจมีการผ่อนปรนในการลดการผลิต เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลให้การลดการผลิตในช่วงที่เหลือของปีอาจมีน้อยกว่าเมื่อเทียบกับปี 2022
ข่าวล่าสุด บ. Country Garden Holdings หนึ่งในเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เอกชนรายใหญ่ของจีน ไม่สามารถชำระคืนเงินกู้ 470 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (60 ล้านดอลลาร์) ที่จะครบกำหนดในวันที่ 18 ต.ค แหล่งข่าวคาดว่า การผิดนัดชำระหนี้จะบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของผู้ซื้อบ้าน ซึ่งจะทำให้การเริ่มก่อสร้างบ้านใหม่ และความต้องการเหล็กที่เกี่ยวข้อง มีแนวโน้มที่จะยังคงอยู่ในขาลงในอนาคตอันใกล้
อุปทานที่ยังอยู่ในระดับสูงขณะที่อุปสงค์ยังคงซบเซาในประเทศจีน โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์สิ่งนี้จะทำให้ตลาดเหล็กในประเทศจีนอยู่ภายใต้แรงกดดัน ทั้งเรื่องของปริมาณผลผลิตและปริมาณสินค้าคงคลังที่สูง จะส่งผลระดับราคาสินค้าและอัตรากำไรขั้นต่ำของผู้ผลิตเหล็ก ซึ่งหากยังรัฐจีนยังไม่มีการประกาศลดกำลังการผลิตลง และยังแนวโน้มการผลิตยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อาจจะก่อให้เกิดการระบายสินค้า ส่วนเกินไปยังประเทศต่างๆทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้น จากความสามารถในการแข่งขันด้านราคาที่มีความได้เปรียบผู้ผลิตในหลายประเทศ

แหล่งที่มาข้อมูล : ISIT Analysis