‘ศักดิ์ชัย’ วอนรัฐหารือรอบด้าน ก่อนพิจารณาโละผลิตเหล็กระบบ IF หวั่นเสียค่าโง่มหาศาล..

จากกรณี กระทรวงอุตสาหกรรม มีความเข้มงวดในการตรวจสอบเหล็กเส้นที่ไม่ผ่านมาตรฐาน พร้อมดำเนินคดีตามกฎหมายเฉียบขาด ซึ่งการตรวจสอบดังกล่าว ต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ พร้อมสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในทุกภาคส่วน อย่างไรก็ตาม มีการเสนอให้รัฐบาลเปลี่ยนการผลิตเหล็กเส้นของไทยทั้งระบบ โดยปลี่ยนจากระบบ IF ให้เป็นระบบ BOF/EAF เเทน ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง เนื่องจากเป็นเรื่องใหญ่ที่จะกระทบกับอุตสาหกรรมเหล็กทั้งระบบ ตามที่ปรากฏเหตุการณ์ไปแล้วนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 13 พ.ย. ดร.ศักดิ์ชัย ธนบดีจิรพงศ์ นายกสมาคมผู้ประกอบการหล่อหลอมโลหะด้วยเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้ากล่าวว่า รมว.อุตสาหกรรม ได้กล่าวถึงกรณีการตรวจสอบเหล็กเส้นไม่ผ่านมาตรฐาน ซึ่งไม่ใช่เหล็กจากเหตุการณ์ตึกสตง.ถล่มตามที่มีการเผยแพร่ข่าวในสื่อโซเชียลแต่อย่างใด และเป็นการถอนอายัดเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ผ่านหรือเป็นไปตามเกณฑ์การตรวจสอบแล้วเท่านั้น เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่บริษัทที่ประกอบธุรกิจสุจริต ซึ่งเป็นไปตามหลักการที่ว่า ต้องไม่ละเมิดสิทธิของผู้ประกอบการ หากผลิตภัณฑ์นั้นถูกต้องตามมาตรฐาน ตนต้องขอบคุณรมว.อุตสาหกรรมที่เป็นกลาง กับการที่สั่งให้ตรวจสอบเพื่อความเชื่อมั่นระบบผลิตเหล็กเส้นของผู้ประกอบการไทยที่ปฏิบัติตามกฎหมายทุกประการ

สำหรับกระแสข่าวที่ว่า จะมีการเสนอภาครัฐให้พิจารณายกเลิกการผลิตเหล็กจากระบบ IF นั้น ข้อเท็จจริงในปัจจุบันประเทศไทยมีโรงงานผลิดเหล็กจากระบบ IF 11 แห่งนะ มูลค่าการลงทุน 3,000–4,000 ล้านบาท มูลค่าทางการตลาดราว 6–7 หมื่นล้านบาทต่อปี สัดส่วนทางการตลาดประมาณ 70% หากถามถึงเหล็กที่ผลิตจากระบบIF เทียบกับเหล็กที่ผลิตจากระบบอื่น ๆ ขอชี้เเจงว่าคุณภาพในทุกวันนี้แทบจะไม่แตกต่างกัน ยกเว้นเพียงเรื่องการติดสัญลักษณ์บนเหล็กว่าผลิตจากระบบ EF /BOF / IF

ถ้าไม่มีการติดสัญลักษณืดังกล่าวไว้ เราก็ไม่สามารถแยกออกได้ว่าเหล็กเส้นนั้นมาจากระบบใด โดยโรงงานผลิตเหล็กระบบIF 11 แห่งในไทยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือกลุ่มที่เกิดขึ้นเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทของคนไทยที่นำเทคโนโลยี IF เข้ามาใช้ในประเทศ มีอยู่ราว 6–7 โรงงาน มีสัดส่วนประมาณ 30–40% และไม่เคยมีปัญหาใดๆ

ต่อมาหลังในปี 2016 รัฐบาลจีนมีการสั่งปิดโรงงานเหล็กบางส่วนเพื่อลดกำลังผลิต เเละได้รับการชดเชยจากรัฐบาลจีนในการปิดโรงงาน ทำให้โรงงานจากจีนบางแห่งย้ายฐานการผลิตเข้ามาในไทย เเละอาเซียนโดยการลงทุนในไทยนั้นพบว่าผู้ประกอบการจากจีนดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลเเละการเสริมการลงทุนของBOI ในข่วงนั้น เเละผู้ประกอบการของจีนในอุตสาหกรรมนี้มาลงทุนในกลุ่มโรงงานเหล็กระบบ IF ในไทย จนกำลังการผลิตเเละการจำหน่ายเพิ่มขึ้นจนปัจจุบันครองตลาดประมาณ 70% ทราบว่าการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในด้านนี้นั้นจนถึงปัจจุบันBOI ยังคงให้การส่งเสริมอยู่

“…จริง ๆ เเล้วอยากเรียกร้องให้ภาครัฐพิจารณายกเลิกการส่งเสริมนี้ได้แล้ว เพราะตอนนี้เรามีการผลิตเหล็กเพียงพอ เเละไม่ควรส่งเสริมเพิ่มอีกเเละควรหันมาช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาศักยภาพเพิ่อลดต้นทุนต่าง ๆ ในการผลิตเหล็กจะเหมาะสมกว่า…” ดร.ศักดิ์ชัย กล่าว

เมื่อถามว่า หากไทยจะมีการเปลี่ยนระบบการผลิตเหล็กจาก IF ไปเป็น EAG หรือ BOF ตามที่บางฝ่ายระบุจริง กรณีนี้ได้มีการเสนอให้ภาครัฐรับทราบและได้หารือกับสมาคม/ผู้ประกอบการทั้งหมดเเล้วหรือไม่ ดร.ศักดิ์ชัยกล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานภาครัฐมาหารือในเรื่องนี้ มีเพียงบางภาคเอกชนที่ปรากฏในข่าวว่า ขอเรียกร้องให้รัฐยกเลิกการผลิตเหล็กระบบIF เท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วโรงงานผลิตเหล็กระบบIF ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยทุกประการ ถ้ารัฐบาลจะยกเลิกนั้น ต้องมีการชดเชยด้านลงทุนและค่าเสียโอกาส รวมแล้วอาจสูงถึงหลักแสนล้านบาท

สุดท้ายเงินที่ชดเชยก็ต้องมาจากภาษีประชาชนเ เละราคาเหล็กในท้องตลาดจะเเพงขึ้นมาก ฝ่ายได้ประโยชน์จริง ๆ คือกลุ่มโรงงานที่ใช้ระบบการผลิตชนิดอื่น ความเห็นของตนคือ เราไม่ควรไปปิดกั้นเทคโนโลยี เพราะทุกวันนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก โดยเฉพาะในยุค 5G และ 6G ถ้าเราปิดกั้นเทคโนโลยีการผลิต ก็เท่ากับทำให้ประเทศเสียโอกาส ทั้งๆที่สินค้าคุณภาพดีและต้นทุนต่ำมีอยู่แล้ว แต่เราไม่ใช้ หากเปลี่ยนไปใช้ของที่แพงกว่าและเทคโนโลยีเเตกต่างกันไม่มาก ผู้ที่เสียประโยชน์คือประเทศและผู้บริโภคคนไทย

“…ในมุมมองของผม เราไม่ควรไปกำหนดว่าต้องใช้เทคโนโลยีแบบไหนในการผลิตสินค้า แต่ควรยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรม(มอก.) ให้เข้มงวดมากขึ้น ตรวจสอบให้ทั่วถึงทั้งระบบIF/EAFและ BOF เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าเหล็กที่ใช้ในประเทศมีมาตรฐาน ไม่ว่าจะผลิตจากระบบใดก็ตาม…” ดร.ศักดิ์ชัย กล่าว

ดร.ศักดิ์ชัย กล่าวด้วยว่า เเท้จริงเเล้ว ทุกภาคส่วนที่ใข้ผลิตภัณฑ์เหล็กสนใจเพียงอย่างเดียวคือ “คุณภาพสินค้า” ถ้าพบว่าสมาชิกในสมาคมของตนรายใดผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐาน รัฐบาลสามารถดำเนินคดีตามกฎหมายได้ทันที สมาคมไม่ปกป้องแน่นอน เมื่อเร็ว ๆ นี้ จ่าเอกยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รมช.อุตสาหกรรม ได้ไปตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตเหล็กระบบIFเเห่งหนึ่งในจ.ปราจีนบุรี ทราบว่าไม่พบปัญหาใด ๆ

ตรงนี้ขอบคุณกระทรวงอุตสาหกรรมที่สนใจเเละติดตามการผลิตเหล็กด้วยระบบนีัให้ได้มาตรฐาน เพราะเหล็กเป็นอุตสาหกรรมสำคัญเหมือน “กระดูกสันหลัง” ของประเทศใช้ในงานก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด เหล็กระบบ IF ที่สมาคมผลิตมา 20 กว่าปี ไม่เคยมีปัญหาใด ๆ หากมีปัญหาเกิดขึ้น เราก็พร้อมรับการตรวจสอบเเละรับบทลงโทษทางกฎหมายทุกประการ

ที่ผ่านมาอาจมีข่าวหรือกระแสบางอย่างที่ทำให้ภาพลักษณ์ของเหล็ก IF ดูไม่ดี แต่สุดท้ายก็พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้เกี่ยวกับคุณภาพเหล็ก โดยเฉพาะกรณีอาคาร สตง. ซึ่งภายหลังก็ยืนยันแล้วว่า ไม่ได้เกิดจากเหล็ก IF ดังนั้นหากประเทศไทยต้องยกเลิกการผลิตเหล็กด้วยระบบ IF และเปลี่ยนไปเป็นระบบ AIF หรือ BOF นั้นต้องใช้เวลาศึกษาผลกระทบ/การสอบถามความเห็นจากภาคส่วนต่างๆ/การวิเคราะห์ต้นทุนและการลงทุน/การยกร่างกฎหมายที่ใข้เวลาหลายปี คาดว่า ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งสุดท้ายจะสะท้อนกับราคาสินค้าในตลาด

“…เห็นได้ชัดว่าเมื่อมีการปิดโรงงานบางแห่งในไทย ราคาก็ขึ้นทันที เช่น ปิดไปเพียง 2 โรง ราคาก็เพิ่ม 3 บาทต่อกิโลกรัม หากปิดไป 70% ของกำลังผลิตในประเทศ ราคาน่าจะเพิ่มหลายเท่าตัว ซึ่งเป็นการกระทบต่อเศรษฐกิจโดยตรง เพราะเหล็กคือความมั่นคงของชาติ หากไม่มีการผลิตในประเทศ แล้วเกิดวิกฤตโลกหรือสงครามขึ้นมา ประเทศที่ต้องนำเข้าเหล็กทั้งหมดก็จะเสียเปรียบทันที…” ดร.ศักดิ์ชัย กล่าว

ต่อข้อถามที่ว่าปัจจุบันนี้มีประเทศใดยังใช้ระบบ IF บ้าง ดร.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า จีน อินเดีย และยุโรปหลายประเทศยังใช้อยู่ โดยจะใช้ในงานที่แตกต่างกันไป ประเทศจีนเองยังใช้เตา IF ผลิตเหล็กสเตนเลสควบคู่กับเตาปรุงแต่ง ซึ่งเป็นการผสมผสานเทคโนโลยีเพื่อให้ลดการปล่อยคาร์บอนตามแนวทาง Carbon Credit ที่ทั่วโลกให้ความสนใจ ดังนั้นจะเห็นได้ชัดเจนว่า ระบบ IF ไม่ได้ล้าสมัย แต่ถูกปรับให้เหมาะสมกับประเภทเหล็กและนโยบายสิ่งแวดล้อมของแต่ละประเทศ ประเทศอื่นยังใช้ และคุณภาพของเหล็กไทยก็สามารถแข่งขันได้

“..หากจะมีการเสนอให้ยกเลิกระบบ IF แล้วเปลี่ยนเป็น EF หรือ BOF ภาครัฐควรเปิดเวทีหารือร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งผู้ผลิต สมาคม และผู้บริโภค เพื่อศึกษารอบด้านอย่างแท้จริงก่อนตัดสินใจ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีการผลิต แต่เกี่ยวข้องกับ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของชาติ โดยตรง…”ดร.ศักดิ์ชัยกล่าว.

สามารถติดตามต่อได้ที่ เดลินิวส์

นโยบาย คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

© สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2565 อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย