หน่วยงานแข่งขันทางการค้า อินเดีย พบผู้ผลิตเหล็กกว่า 30 ราย รวมถึง Tata Steel, JSW Steel และ SAIL สมรู้ร่วมคิดกำหนดราคาขายเหล็กต่อเนื่องหลายปี พร้อมชี้ผู้บริหารระดับสูงมีส่วนเกี่ยวข้อง
วันที่ 6 มกราคม 2569 เวลา 15.43 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า หน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าของอินเดีย (Competition Commission of India: CCI) พบว่า ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของประเทศ รวมถึง Tata Steel, JSW Steel, บริษัทเหล็กของรัฐ SAIL และอีกอย่างน้อย 25 บริษัท ได้ละเมิดกฎหมายแข่งขันทางการค้า จากการสมรู้ร่วมคิดกำหนดราคาขายเหล็ก ซึ่งอาจทำให้บริษัทเหล่านี้และผู้บริหารต้องเผชิญบทลงโทษทางการเงินจำนวนมาก ตามเอกสารคำสั่งของ CCI ที่ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ และถูกรายงานเป็นครั้งแรก
เอกสารดังกล่าวระบุว่า CCI ยังได้ชี้ความผิดไปยังผู้บริหารระดับสูง 56 ราย รวมถึง ซัจจัน จินดาล กรรมการผู้จัดการมหาเศรษฐีของ JSW Steel, ที.วี. นเรนทรัน ซีอีโอของ Tata Steel และอดีตประธาน SAIL อีก 4 ราย โดยเห็นว่ามีส่วนร่วมในการสมรู้ร่วมคิดด้านราคาขายในช่วงเวลาต่าง ๆ ระหว่างปี 2558–2566 อย่างไรก็ดี JSW Steel ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น ขณะที่ Tata Steel, SAIL และผู้บริหารที่ถูกพาดพิง ยังไม่ได้ตอบคำถามจากสำนักข่าวรอยเตอร์ส และ CCI เองก็ยังไม่ให้ความเห็นเช่นกัน
การสอบสวนของ CCI ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคดีที่มีนัยสำคัญสูงสุดในอุตสาหกรรมเหล็กของอินเดีย เริ่มต้นขึ้นในปี 2564 หลังกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างยื่นฟ้องต่อศาลระดับรัฐ โดยกล่าวหาว่าบริษัทเหล็กอย่างน้อย 9 แห่ง ร่วมกันจำกัดอุปทานเหล็กและปรับขึ้นราคาอย่างเป็นระบบ
ต่อมาในปี 2565 สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า CCI ได้เข้าตรวจค้นบริษัทเหล็กรายย่อยบางแห่ง เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน ก่อนที่ขอบเขตการสอบสวนจะขยายออกไปครอบคลุมบริษัทและกลุ่มอุตสาหกรรมรวมสูงสุด 31 แห่ง รวมถึงผู้บริหารจำนวนมาก
คำสั่งของ CCI ลงวันที่ 6 ตุลาคม ซึ่งรอยเตอร์สได้ตรวจสอบ ระบุชัดว่าพฤติกรรมของบริษัทที่เกี่ยวข้องเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายแข่งขันทางการค้าของอินเดีย และบุคคลบางรายต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว โดยผลการสอบสวนดังกล่าวถือเป็นขั้นตอนสำคัญในกระบวนการพิจารณาคดีแข่งขันทางการค้า
อย่างไรก็ตามข้อค้นพบเหล่านี้ยังต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้บริหารระดับสูงของ CCI ต่อไป และเปิดโอกาสให้บริษัทและผู้บริหารยื่นคำคัดค้านหรือคำชี้แจง ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาหลายเดือน เนื่องจากคดีมีขนาดใหญ่และซับซ้อน ก่อนที่ CCI จะออกคำสั่งขั้นสุดท้ายและเปิดเผยต่อสาธารณะ
อินเดียเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก โดยความต้องการเหล็กเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในประเทศที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ JSW Steel ครองส่วนแบ่งตลาดเหล็กอินเดียราว 17.5% ขณะที่ Tata Steel อยู่ที่ 13.3% และ SAIL ประมาณ 10% ตามข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษาด้านสินค้าโภคภัณฑ์ BigMint ในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2568 JSW Steel รายงานรายได้ 1.42 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วน Tata Steel มีรายได้ 1.47 หมื่นล้านดอลลาร์
ตามกฎหมาย CCI มีอำนาจสั่งปรับบริษัทที่กระทำผิดสูงสุดถึง 3 เท่าของกำไร หรือ 10% ของรายได้ในแต่ละปีที่กระทำความผิด แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า ขณะที่ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องก็อาจถูกปรับเป็นรายบุคคลได้เช่นกัน
แหล่งข่าวสองรายที่ใกล้ชิดกับคดี เปิดเผยว่า JSW Steel และ SAIL ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาต่อหน้า CCI แล้ว และ JSW ได้ยื่นคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร โดยยืนยันว่าไม่ได้กระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา
คดีนี้เริ่มจากการร้องเรียนของสมาคมผู้รับเหมาของเทศบาลเมืองโคอิมบาโตร์ ซึ่งยื่นฟ้องในปี 2564 โดยกล่าวหาว่าบริษัทเหล็กปรับขึ้นราคาเหล็กสูงถึง 55% ภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือนจนถึงเดือนมีนาคมปีนั้น และจงใจจำกัดอุปทานเพื่อดันราคาให้สูงขึ้น เมื่ออัยการชี้ว่าประเด็นดังกล่าวเข้าข่ายกฎหมายแข่งขันทางการค้า ศาลจึงมีคำสั่งให้ CCI ดำเนินการสอบสวนอย่างเหมาะสม
นอกจากผู้ผลิตรายใหญ่แล้ว เอกสารของ CCI ยังระบุชื่อบริษัทอื่นที่ถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดด้านราคา เช่น Shyam Steel Industries และ Rashtriya Ispat Nigam ซึ่งเป็นบริษัทของรัฐ โดยทั้งสองบริษัทไม่ได้ตอบคำถามจากรอยเตอร์สเช่นกัน ทั้งนี้ CCI ได้ขอให้บริษัทเหล็กที่เกี่ยวข้องส่งงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบย้อนหลัง 8 ปี จนถึงปีงบประมาณ 2566 เพื่อใช้ประกอบการคำนวณค่าปรับที่อาจเกิดขึ้น
แม้คำสั่งเดือนตุลาคมจะไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดพยานหลักฐานทั้งหมด แต่เอกสารภายในของ CCI ลงวันที่กรกฎาคม 2568 ระบุว่าเจ้าหน้าที่ได้พบข้อความสนทนาผ่านแอปพลิเคชัน WhatsApp ระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กระดับภูมิภาค
ซึ่งบ่งชี้ถึงการกำหนดราคาขายและการลดกำลังการผลิตโดยพร้อมเพรียงกัน โดยข้อความดังกล่าวถูกมองว่าเป็นหลักฐานสำคัญที่ชี้ถึงพฤติกรรมเข้าข่ายคาร์เทลในอุตสาหกรรมเหล็กของอินเดีย
อ้างอิง : www.reuters.com
ที่มา.การเงินธนาคาร

