นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก และแกนนำ 10 สมาคมอุตสาหกรรมเหล็ก แสดงจุดยืนสนับสนุนการดำเนินงานเชิงรุกของกระทรวงอุตสาหกรรม ในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังทั้งด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และ พระราชบัญญัติโรงงาน ครอบคลุมมิติความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และความโปร่งใสทางธุรกิจ พร้อมเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมืองที่อยู่ระหว่างการรณรงค์หาเสียง ยกระดับประเด็นการปราบปรามทุนเทาในธุรกิจให้เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของประเทศไทย
นายนาวาระบุว่า ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การสั่งปิดหรือเพิกถอนใบอนุญาตโรงงานที่ฝ่าฝืนกฎหมายไม่ใช่การกลั่นแกล้งปฏิบัติ แต่เป็นผลจากการตรวจสอบที่พบความผิดชัดเจนทั้งด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์และระบบการดำเนินงาน การผลิตเหล็กที่ไม่ผ่านมาตรฐานไม่ใช่แค่ปัญหาระดับบริษัท แต่เป็นความเสี่ยงต่อชีวิตประชาชน ตั้งแต่โครงสร้างสาธารณูปโภคของรัฐ ไปจนถึงอาคารบ้านเรือน โรงงานของเอกชน หากรัฐไม่เข้มแข็ง คนทั้งประเทศคือผู้รับความเสี่ยง “ถ้าใครลดต้นทุนด้วยการใช้วัตถุดิบที่ไม่ผ่านการควบคุม หรือปล่อยสินค้าที่ไม่ผ่าน มอก. ออกสู่ตลาด ปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม โกงภาษี นั่นไม่ใช่ความสามารถทางธุรกิจ แต่คือการเอาเปรียบสังคมและบ่อนทำลายประเทศชาติ” ภาคเอกชนที่ลงทุนในระบบคุณภาพและสิ่งแวดล้อมย่อมมีต้นทุนสูงกว่าโรงงานที่ลดต้นทุนด้วยการละเมิดกฎหมาย ซึ่งเป็นการแข่งขันที่บิดเบือนและบั่นทอนศักยภาพอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว การบังคับใช้กฎหมายไม่ควรถูกนำมาอ้างว่าเป็นการต่อต้านการลงทุน เพราะในความเป็นจริง นักลงทุนคุณภาพต้องการประเทศที่มีกติกาชัดเจน ไม่ใช่ประเทศที่ใครมีเส้นสายก็ฝ่าฝืนกฎหมายได้
นายนาวาเปิดโปงรูปแบบแรงกดดันจากทุนเทา บีบรัฐให้ถอยจากกฎหมาย โดยโรงงานที่ถูกดำเนินคดีที่เป็นกลุ่มทุนสีเทาเมื่อถูกสั่งปิดหรือจำกัดการดำเนินการ ก็ใช้ทุกช่องทางในการกดดันฝ่ายรัฐตีความเลี่ยงละเว้นการดำเนินการตามกฎหมาย “มีความพยายามใช้ทั้งการวิ่งเต้น การสร้างแรงกดดันทางการเมือง และการข่มขู่ทางกฎหมาย เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายสะดุดหรือถูกย้อนกลับ” หากระบบรัฐยอมอ่อนข้อให้กับแรงกดดันนี้ จะส่งสัญญาณอันตรายไปยังผู้ประกอบการทั้งระบบว่า กฎหมายสามารถต่อรองได้ และมาตรฐานไม่ใช่เรื่องจำเป็น
นายนาวายกตัวอย่างประเทศในอาเซียนซึ่งยกระดับการกำกับอุตสาหกรรมหนักอย่างจริงจัง เช่น สิงคโปร์ที่ใช้บทลงโทษต่อผู้บริหารระดับสูงในกรณีละเมิดมาตรฐานความปลอดภัย มาเลเซียที่ไม่เปิดช่องให้โรงงานที่ไม่ผ่านมาตรฐานเข้ามาดำเนินกิจการได้ เวียดนามที่ปรับโครงสร้างระบบตรวจโรงงานทันทีเมื่อเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยประเทศเหล่านี้ไม่ได้เกรงว่าการเข้มงวดจะทำให้นักลงทุนหนี แต่เขากลัวมากกว่าว่าถ้าไม่เข้ม ประเทศของเขาจะกลายเป็นที่ทิ้งของเสียทางอุตสาหกรรมของโลก
รองประธาน ส.อ.ท. ทิ้งท้ายว่า ภาคอุตสาหกรรมพร้อมสนับสนุนมาตรการยกระดับมาตรฐานทั้งระบบ และพร้อมร่วมมือกับภาครัฐในการปรับปรุงผู้ประกอบการที่ต้องการแก้ไขตัวเองอย่างจริงจัง แต่ไม่อาจยอมรับการปล่อยให้ผู้ฝ่าฝืนกฎหมายใช้ระบบเส้นสาย “เราต้องเลือกว่าจะพัฒนาประเทศด้วยผู้ที่เคารพกติกา หรือปล่อยให้ประเทศถูกกำหนดทิศทางโดยผู้ที่เก่งในการเลี่ยงกฎหมาย ธุรกิจและอุตสาหกรรมในไทยต้องยืนบนกติกาเดียวกัน ฝ่ายนโยบายและราชการต้องยืนบนหลักนิติรัฐ ไม่ใช่บนเงาของผลประโยชน์นอกระบบ”
ที่มา.ไทยรัฐ

