การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เดินหน้าปฏิบัติภารกิจในฐานะ “ประตูการค้าหลักของประเทศ” อย่างต่อเนื่อง พร้อมยืนยันความพร้อมในการให้บริการท่าเรือตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสนับสนุนระบบโลจิสติกส์และการค้าระหว่างประเทศของไทยให้ดำเนินไปอย่างราบรื่นและมีเสถียรภาพ ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กทท. ยังคงมุ่งรักษามาตรฐานการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้ โดยให้ความสำคัญกับทั้งประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการทุกภาคส่วน ตอกย้ำบทบาทขององค์กรในฐานะกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันท่าเรือภายใต้การกำกับดูแลของ กทท. ได้แก่ ท่าเรือกรุงเทพ, ท่าเรือแหลมฉบัง, ท่าเรือระนอง, ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน และ ท่าเรือเชียงของ ยังคงเปิดให้บริการเรือสินค้าและผู้ใช้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ภายใต้มาตรฐานสากล โดยมีการติดตามและประเมินสถานการณ์การปฏิบัติงานในทุกพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การขนส่งสินค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ลดความล่าช้า และรักษาความมั่นคงของระบบโลจิสติกส์ในภาพรวม ทั้งนี้ การดำเนินงานอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวันทั้งคืนสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ กทท. ในการเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักที่รองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างมั่นคง
ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 75 กทท. ยังเดินหน้าผลักดันโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 การพัฒนาท่าเรือบก การพัฒนาเส้นทางเชื่อมต่อท่าเรือกรุงเทพกับทางพิเศษบางนา–อาจณรงค์ (S1) ตลอดจนโครงการพัฒนาศูนย์กระจายสินค้าท่าเรือกรุงเทพและศูนย์เชื่อมโยงการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Transport & Distribution Center) ซึ่งล้วนมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างการขนส่งทางน้ำ ทางบก และรูปแบบอื่น ๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ

ขณะเดียวกัน กทท. ยังมีแผนพัฒนาท่าเรือฝั่งตะวันตกสู่การเป็นท่าเรืออัตโนมัติ พร้อมผลักดันเส้นทางขนส่งสินค้าต่อเนื่องหลายรูปแบบโดยใช้ท่าเรือระนองเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงการค้ากับกลุ่มประเทศ BIMSTEC เพื่อเปิดทางเลือกใหม่ด้านโลจิสติกส์และกระจายความเสี่ยงจากเส้นทางการขนส่งเดิม แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับประเทศไทยในระดับภูมิภาค แต่ยังสะท้อนวิสัยทัศน์ในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ให้สอดคล้องกับบริบทการค้าโลกยุคใหม่
ด้วยบทบาทและภารกิจที่ครอบคลุมทั้งด้านการบริหารจัดการ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการยกระดับมาตรฐานการให้บริการ การท่าเรือแห่งประเทศไทย จึงพร้อมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตประเทศไทย ผ่านระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ ทันสมัย และยั่งยืน โดยคำนึงถึงความสมดุลในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การเติบโตของภาคการค้าระหว่างประเทศเป็นไปอย่างมั่นคง และช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศบนเวทีการค้าโลกอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
แหล่งที่มา.โพสต์ทูเดย์

